Active TopicsActive Topics  Display List of Forum MembersMemberlist  Search The ForumSearch  HelpHelp
  RegisterRegister  LoginLogin
กิจกรรม
 Khunya : กิจกรรม
Subject Topic: ของขวัญปีใหม่ 2559 จากย่า Post ReplyPost New Topic
Author
Message << Prev Topic | Next Topic >>
Editor
WebEdit_t
WebEdit_t
Avatar

Joined: 25 July 2005
Online Status: Offline
Posts: 932
Posted: 19 December 2015 at 13:51 | IP Logged Quote Editor

ของขวัญปีใหม่ 2559  จากย่า

     สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม   ให้ถึงความบริสุทธิ์  มีความงาม  3 ประการ  คือ
1. ความงามในเบื้องต้น  ไม่ทำบาปทั้งปวง  คือ  การถือศีล  ทั้งกาย วาจา  ใจ
2. ความงามท่ามกลาง  ยังกุศลให้ถึงพร้อม  ด้วยการทำทาน รักษาศีล   เจริญภาวนา   ศึกษาธรรมะ  คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า
3. ความงามในที่สุด การทำจิตให้ผ่องแผ้ว  จิตเป็นตัวรับอารมณ์  ฉะนั้นอารมณ์ที่จะเป็นเครื่องนำทาง  เป็นอารมณ์ของกิเลส  คือ  โลภะ โทษะ โมหะก็มี   เป็นอารมณ์ของกุศล  คือ  ศีล  สมาธิก็มี  อารมณ์ของปัญญาก็มี   เหล่านี้จะเป็นเครื่องนำจิต   เข้าไปตั้งอยู่ในความรู้สึกที่ถูก  คือขณะนั้นจิตมีอะไรเป็นอารมณ์   อารมณ์มาจากไหน  มาจากกิเลส มาจากศีล มาจากสมาธิ มาจากปัญญา  อารมณ์ที่มั่นคงถูกต้องๆมาจากปัญญา  ที่มีชื่อว่า  “ วิปัสสนา ”

อะไรจะเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาปัญญา  ไตรลักษณ์ที่มีชื่อว่า เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น  คือ  เป็นตัวที่ถูกรู้  รู้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ต้องได้มาจากรูป , นาม
ฉะนั้นปัญญาที่ได้มาจากวิปัสสนาเท่านั้น  ไม่ใช่ว่ารู้เรื่องทำมาหากินหาเงินมากๆ  เข้าใจฉลาดเฉลียวในการค้าขาย  รำรวยเป็นเศรษฐี  หรือฉลาดสามารถไปถึงดวงดาว  ทำจรวดไปถึงสวรรค์ได้
   
เริ่มต้นก่อนอื่นอาจจะมีบางคน   ที่ยังไม่เข้าใจในการรักษาศีล   ที่ว่าจะต้องถือศีลทั้งกาย  วาจา ใจพร้อม  จึงจะชื่อว่าศีลบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

อำนาจจิต

         จิตนอกจากจะมีการรับรู้อารมณ์เป็นลักษณะแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นประธาน ในการทำให้สำเร็จในการงานทั้งปวง ทางกาย วาจา ใจ นั้นมีจิตเป็นใหญ่ มีจิตเป็นหัวหน้า สำเร็จด้วยจิต บุคคลใดมีจิตดีบริสุทธิ์แล้ว พูดอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม คิดอยู่ก็ตาม สุขย่อมตามผู้นั้นไปดุจเงาตามตัว ฉะนั้นแสดงว่าการกระทำต่างๆของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะทำบาปทำบุญอย่างไรก็ตาม ล้วนสำเร็จด้วยจิตทั้งสิ้น การทำงานของจิตนั้น

ยังมีเจตสิกเป็นธรรมที่ประกอบกับจิต อาการหรือคุณสมบัติของจิตต่างๆ เช่น ความโลภ ความโกธร ความหลง ความศรัทธา เมตตา สติ ปัญญา มีเจตสิก 52 อย่าง ทั้งกุศลและอกุศล

ดังนั้นการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในการถือศีลให้บริสุทธิ์นั้น แม้ศีล 5 ก็ยากที่จะบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ ผู้นั้นต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่ในปัจจุบันเสมอ และต้องรู้ว่าตัวกิเลสที่ทำลายศีลนั้น ประกอบด้วยเจกสิกอย่างไ ร เช่น โทษะเจตสิก ที่เข้าทำงานพร้อมกับจิต

โทษะเจตสิก คือ ความโกธร ความไม่ชอบใจ ความประทุษร้ายได้แก่สภาพธรรมชาติที่ทำร้ายในอารมณ์ มีอยู่ 4 ประการ คือ

  1. มีความดุร้าย หยาบกระด้าง เป็นลักษณะ

  2. มีอารมณ์ร้อนแรงเผาผลาญจิต ร่างกายวิญญาณของตนเอง

  3. มีความกระสับกระส่าย พลุ่งพล่าน เป็นประจำ

  4. มีการประทุษร้ายตนเอง และประทุษร้ายผู้อื่นเป็นผล

  5. มีวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาตเป็นเหตุ

โทษะเจตสิกนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีสภาพดุร้าย เหมือนอสรพิษที่ถูกทำร้ายหรือถูกยาพิษ มีการประทุษร้ายตนเอง เหมือนเป็นศัตรูตนเอง และโทษะย่อมอาศัยวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ก่อให้เกิดโทษะขึ้น อาฆาตวัตถุอันเป็นเหตุใกล้ ก่อให้เกิดโทษะ มี 10 ประการ คือ




Edited by Editor on 19 December 2015 at 13:56
Back to Top View Editor's Profile Search for other posts by Editor
 
Editor
WebEdit_t
WebEdit_t
Avatar

Joined: 25 July 2005
Online Status: Offline
Posts: 932
Posted: 19 December 2015 at 14:00 | IP Logged Quote Editor

  1. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า เขาได้ “เคย ” ทำความเสื่อมเสียให้กับตน

  2. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า เขา “กำลังทำ”ความเสื่อมเสียให้กับตน

  3. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า เขา “จะทำ” ทำความเสื่อมเสียให้กับตน

  4. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า เขา “ได้เคย” ทำความเสื่อมเสียให้กับคนที่เรารัก

  5. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า เขาได้ “กำลังทำ” ทำความเสื่อมเสียให้กับคนที่เรารัก

  6. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า “เขาจะทำ” ทำความเสื่อมเสียให้กับคนที่เรารัก

  7. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า “เขาได้เคยทำ” ทำคุณประโยชน์ให้กับบุคคลที่เราเกลียด

  8. อาฆาตเขา เพราะจิตคิดว่า “เขาจะทำ” ทำคุณประโยชน์ให้กับบุคคลที่เราเกลียด

  9. อาฆาตที่เกิดขึ้น นอกจากฐานะทั้ง 8 ประการ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีโทษะเกิดขึ้น เมื่อเดินสะดุดหกล้ม บาดเจ็บ ถูกหนามตำ

10. อาฆาตวัตถุทั้งหมด ดังตัวอย่างที่ยกมาแล้วนี้ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดโทษะนั้น จึงเห็นได้ว่าจิตที่ประกอบด้วยโทษะเจตสิก ทำให้กระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจ เสียใจ กลุ้มใจ หงุดหงิด รำคาญ โกธร เกลียด กลัว เป็นต้น เมื่อโทษะเกิดแล้ว ความพยาบาทย่อมเกิดตาม ย่อมเป็นบาปขึ้นทั้งกาย วาจา ใจ ทำความฉิบหาย เข้าถึงความเสื่อมเสียแห่งจิต ความเป็นระเบียบวินัย อวัยวะร่างกายและคุณประโยชน์ ให้ถึงพินาศไป


อิสสาเจตสิก

อิสสาเจตสิก คือ สภาพที่ไม่พอใจในคุณงามความดีของผู้อื่น มีอยู่ 4 ประการ คือ

1. มีความริษยาผู้อื่น ที่มีทรัพย์สมบัติมากกว่าตน

2. มีความไม่ยินดีในความมั่งมีของผู้อื่นตลอด

3. มีการเบือนหน้าไม่พอใจต่อผู้ที่มีสมบัติ

4.ไม่พอใจผู้อื่นที่มีความดีงามมั่งคั่งกว่าตน

ความไม่พอใจในสมบัติ หรือคุณงามความดีของผู้อื่นที่เหนือ

กว่าตน ถ้าเป็นเพียงไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าไม่ใช่สมบัติของตน แล้วก็ไม่มีโทษแต่ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าผู้นั้นไม่สมควร จะมีสมบัติมากมาย ย่อมชื่อว่า “อิสสา” จึงจะมีโทษ และเป็นสภาพของความริษยา


มัจฉะริยะเจตสิก

มัจฉะริยะเจตสิก คือ ความตระหนี่เหนียวแน่น ได้แก่ สภาพความหวงแหนสมบัติ หรือคุณงามความดีของตน มี 4 ประการ โดยมีลักษณะดังนี้ คือ

  1. มีความหวงแหนทรัพย์สินเงินทองของตน เป็นลักษณะ

  2. มีการไม่ชอบใจให้ทรัพย์สินเงินทองของตน ให้เป็นสาธารณะแก่ผู้อื่นเป็นนิจ

  3. มีการพูดบิดเบือนปฏิเสธ การให้เป็นผล

  4. เก็บทรัพย์สมบัติไวเหนียวแน่น เป็นเหตุใกล้



มัจฉะริยะ หรือความตระหนี่เหนียวแน่น มี 5 ประการ

    1. อาวาสมัจฉะริยะ ได้แก่ หวงที่อยู่อาศัย

    2. กุละมัจฉะริยะ ได้แก่ ตระหนี่วงศ์ตระกูล

    3. ลาภะมัจฉะริยะ ได้แก่ ตระหนี่ลาภผล

    4. วัณณะมัจฉะริยะ ได้แก่ ตระหนี่ความงาม

    5. ธัมมะมัจฉะริยะ ได้แก่ ตระหนี่ความรู้ธรรมะ

อธิบาย อาวาสมัจฉะริยะ คือ ความหวงแหนที่อยู่อาศัยของตนภิกษุบางรูปก็ไม่เอื้อเฟื้อให้ที ่พักพิงผู้อื่น แม้แต่ที่นั่งที่นอนก็หวงแหน เรียกว่า อาวาสมัจฉะริยะ

กุละมัจฉะริยะ คือความตระหนี่วงศ์ตระกูล ได้แก่ ภิกษุหวงตระกูลอุปัฏฐาก ไม่ยินดีให้ภิกษุอื่นไปรู้จักคุ้นเคยกับอุปัฏฐากของตน และสำหรับฆราวาสคือกีดกันพวกพ้องวงศ์สกุลของตน ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลอื่น แต่ถ้ากีดกันไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลที่เป็นอันธพาล ทำการงานที่เป็นมิจฉาชีพ ประพฤติต่ำช้าที่ไม่จัดเข้าเป็นกุละมัจฉะริยะ

ลาภะมัจฉะริยะ คือตระหนี่ลาภผล ได้แก่หวงแหนวัตถุสิ่งของ อันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค เมื่อมีผู้มาขอก็ไม่ให้ แม้ตนจะมีทรัพย์สินเหลือเฟื้อ ชื่อว่า ลาภะมัจฉะริยะ แต่ถ้าผู้ขอเป็นผู้เห็นแก่ได้ เที่ยวขอเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ตลอด ผู้ที่ไม่ให้ ก็ไม่ชื่อว่า ลาภะมัจฉะริยะ

วัณณะมัจฉะริยะ คือหวงแหนตระหนี่วรรณะ มี 2 อย่าง คือ

1.สรีระ วรรณะ มัจฉะริยะ หมายถึงความอยากมีรูปร่างสวยงามเพราะตนแต่ผู้เดียว ไม่ยินดีต่อความสวยงามของผู้อื่น แม้ได้ยินใครกล่าวชมความงามของผู้อื่นก็ไม่พอใจ เรียกว่า สรีระ วรรณะ มัจฉะริยะ

2.คุณะวัณณะ มัจฉะริยะ หมายถึงหวงแหนคุณงามความดีไว้เฉพาะตน แม้มีผู้สรรเสริญคุณงามความดีของผู้อื่น ก็มีจิตโทษะ ไม่พอใจ ขุนมัว ไม่อยากได้ยินไม่ฟัง ถึงตนเองก็เคยได้รับประโยชน์จากผู้นั้นก็ตาม ดังนี้จึงชื่อว่า คุณะวัณณะ มัจฉะริยะ


ธัมมะ มัจฉะริยะ คือความหวงตระหนี่ธรรม ได้แก่ความหวงแหนปริยัติธรรม มีการศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาต่างๆ ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ตามที่ตนรู้ ยกตัวอย่างเช่น ตนโชคดีได้พบกัลยาณมิตรที่มีความรู้แตกฉาน ในคำสอนพระธรรมและมีความ สามารถในการปฏิบัติ ตนเองได้ปฏิบัติตามแล้ว มีความสุขความเจริญ ก็ไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้รู้ได้พบ ปกปิดไว้ เรียกว่า ธัมมะ มัจฉะริยะ

Back to Top View Editor's Profile Search for other posts by Editor
 
Editor
WebEdit_t
WebEdit_t
Avatar

Joined: 25 July 2005
Online Status: Offline
Posts: 932
Posted: 19 December 2015 at 14:03 | IP Logged Quote Editor

กุกกุจจะเจตสิก คือสภาพความเดือดร้อน ได้แก่ความรำคาญใจในทุจริตที่ได้ทำไปแล้ว และสุจริตที่ยังไม่ได้ทำ มีอรรถ 4 ประการ โดยเฉพาะ ลักขะณา ทิจะทุจะ

  1. มีความเดือดร้อนใจในความชั่วที่ทำมาแล้ว เป็นลักษณะ

  2. มีความเศร้าโศกเสียใจตลอดเวลาในกรรมที่ทำมาแล้ว และยังไม่ได้ทำเป็นกิจ

  3. มีความเดือดร้อนใจเป็นผล

  4. มีอกุศลกรรมที่ทำแล้ว กุศลกรรมที่ยังไม่เคยทำ เป็นเหตุใกล้

ถีนะเจตสิก คือธรรมชาติที่ทำให้จิตหดหู่ ท้อถอยจากอารมณ์ได้แก่สภาพจิต ที่คลายจากอำนาจของสติสัมปชัญญะ จากอารมณ์มี 4 ประการ

    1. การไม่อุสาหะ ( ความเพียร ) เป็นลักษณะ

    2. มีการทำลายความเพียร เป็นกิจ

    3. มีความท้อถอยเป็นผล

    4. มีการทำลายในจิตต่ออารมณ์ เป็นเหตุใกล้



มิทธะเจตสิก คือความง่วงเหงาหาวนอน ได้แก่สภาพที่ทำให้ร่างกายเซื่องซึมท้อถอย มี 4 ประการ คือ

  1. มีความไม่พอใจต่อการงานที่กำลังทำ

  2. มีความไม่พอใจอยู่ในอารมณ์

  3. มีความท้อถอย เป็นผล

  4. มีการง่วงหาวนอน เป็นเหตุใกล้

ข้อสังเกต ถีนะเจตสิก มีหน้าที่ทำให้จิตที่เกิดพร้อมกับเจตสิกท้อถอยที่มาจากอารมณ์ มิทธะเจตสิกมีหน้าที่ทำให้เจตสิกอื่นที่เกิดพร้อมกัน ท้อถอยจากอารมณ์ อุปมาตัวถีนะเจตสิกเหมือนดวงไฟ มิทธะนั้นเหมือนแสงไฟ เมื่อดวงไฟอ่อนแรงหรี่ลง แสงสว่างก็จะลดน้อยถอยลงพร้อมๆกันด้วย ถีนะ มิทธะเจตสิกนี้ จะละได้ด้วยอรหันต์มรรค จึงแสดงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่ได้หลับนอนด้วยกิเลส แต่หลับนอนด้วยร่างกาย ที่อ่อนเพลียของกรัชะกาย ( กายทิพย์ ) หรือ กายที่เกิดจากธุลี



วิจิกิจฉาเจตสิก เป็นธรรมชาติที่มีความเคลือบแคลงสงสัยในอารมณ์ เจตสิกดวงนี้เกิดขึ้นประกอบด้วยโมหะมูลจิตดวงเดียวเท่านั้น

วิจิกิจฉาเจตสิก คือสภาพที่มีความสงสัยในพระธรรม ไม่อาจแก้ไขเยียวยาด้วยญาณมีปัญญาของตนได้ มีอยู่ 4 ประการ

  1. มีความเคลือบแคลงสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

  2. มีความหวั่นไหวในอารมณ์ เป็นกิจ

  3. มีความไม่สามารถตัดสินใจได้ เป็นผล

  4. มีการกระทำในจิตต่ออารมณ์ที่ไม่ปกติ



ความสงสัยในความหมายของวิจิกิจฉานั้น ไม่ใช่เป็นความสงสัยในวิชาการต่างหรือบัญญัติธรรมอื่นๆ แต่หมายเฉพาะความสงสัยในลักษณะ 8 ประการ คือ

    1. สงสัยในพระพุทธเจ้า ได้แก่ สงสัยในพระสรีระร่างกาย หรือสงสัยในพุทธคุณ 9 ประการ

    2. สงสัยในพระธรรม ได้แก่สงสัยในมรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 และพระไตรปิฎกว่าเป็นธรรม ที่นำออกจากวัฏฏะทุกข์ได้เด็ดขาดจริงหรือ

    3. สงสัยในพระสงฆ์ ได้แก่สงสัยว่าอริยะสงฆ์นั้นมีจริงหรือ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงจนบรรลุมรรคผลนิพพานจริงหรือมีจริง ผลบุญแห่งตามนั้นที่ถวายแก่พระสงฆ์นั้นมีจริงหรือ

    4. สงสัยในสิกขา 3 ได้แก่สงสัยว่าศีลสมาธิ ปัญญามีจริงหรือ และผลผลานิสงส์แห่งการปฏิบัติในสิกขา 3 นั้นมีจริงหรือไม๊

    5. สงสัยในขันธ์ อายะตะนะ ธาตุ ที่เป็นส่วนอดีตสงสัยสภาพตัวตน มนุษย์ สัตว์ ว่าชาติก่อนมีจริงหรือ

    6. สงสัยในขันธ์ อายะตะนะ ธาตุ ที่เป็นอนาคต ได้แก่สงสัยสภาพตัวตน มนุษย์ สัตว์ ว่าชาติหน้ามีจริงหรือ

    7. สงสัยในขันธ์ อายะตะนะ ธาตุ ทั้งเป็นส่วนอดีต และอนาคตนั้น ชาติหน้ามีจริงหรือ

    8. สงสัยในปุฎิจจะสมุปบาทธรรม ( แปลว่า สภาพที่อาศัยปัจจัยเกิดการที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมาทุกสิ่งอาศัยกัน )

สวัสดีปีใหม่ พ.. 2559

ย่า เยาวเรศ บุนนาค

Back to Top View Editor's Profile Search for other posts by Editor
 

If you wish to post a reply to this topic you must first login
If you are not already registered you must first register

  Post ReplyPost New Topic
Printable version Printable version

Forum Jump
You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot create polls in this forum
You cannot vote in polls in this forum

Powered by Web Wiz Forums version 7.9
Copyright ©2001-2004 Web Wiz Guide

This page was generated in .0703 seconds.